รีวิว RedLife

รีวิว RedLife
รีวิว RedLife เรียกว่ามีภาพยนตร์ไทยคุณภาพเข้าฉายกันอย่างต่อเนื่องในเดือนที่ผ่านมา และต่อเนื่องมาจนถึง RedLife ผลงานแรกคลอดของ BrandThink ที่หันมาลองชิมลางในงานสายภาพยนตร์ดูบ้าง ภายใต้ชื่อ BrandThink Cinema กับความพยายามที่จะบอกเล่าเรื่องราวในซอกหลืบของสังคมไทย ที่ซึ่งเป็นโลกอีกใบที่อยู่ตรงข้ามกับโลกอันปกติสุขของเราอย่างสิ้นเชิง

RedLife จึงไม่จำเป็นต้องสร้างเหตุการณ์เรื่องราวอะไรใหญ่โตให้กับตัวละครนำทั้งสองอย่าง “เต๋อ” (แบงค์-ธิติ มหาโยธารักษ์) โจรกระจอกหาเช้ากินค่ำ และ “ส้ม” (ซิดนีย์-สุพิชชา สังขจินดา) ลูกสาวที่มีแม่เป็นโสเภณีระยะสุดท้าย เพราะสิ่งที่ทั้งคู่ต้องเผชิญในแต่ละวัน มันก็สร้างความน่าสนใจให้กับผู้ชมได้มากโขอยู่แล้ว โดยเฉพาะเต๋อที่ก่อกรรมทำเข็ญไว้มาก เป็นตัวละครที่เราอยากให้เขาพบจุดจบที่สาแก่บาปของเขาจริงๆ ในขณะที่ส้มน่าจะเป็นตัวละครที่ถูกทะนุถนอมต่างจากเต๋อพอสมควร เพราะแม้จะประกอบอาชีพเป็นโสเภณี แต่ “อ้อย” (ปู-กรองทอง รัชตะวรรณ) แม่ของส้ม พยายามอย่างหนักที่จะเลี้ยงลูกคนนี้ออกมาให้ดีประหนึ่งไข่ในหินและไม่ยอมให้สภาพแวดล้อมอันเลวร้ายของถิ่นที่อยู่มาฉุดรั้งตัวส้ม เธอจึงพยายามส่งลูกเข้าเรียนโรงเรียนที่ดี เพื่อหวังว่าจะเรียนจบจะได้เข้ามหาลัยและที่สำคัญที่สุด คือ ต้องไม่มีอนาคตเฉกเช่นเดียวกับตัวเธอนั่นเอง ฉากหลังของเรื่องอย่าง “ย่านวงเวียน 22” มีชุมชนที่เรียกกันว่า “สลัมแนวตั้ง” ซึ่งสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำและปัญหาคาราคาซังของสังคมที่เรื้อรังมาอย่างยาวนาน เป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการลงไปสำรวจเพื่อนำเสนอเรื่องราวที่น้อยคนจะเข้าไปแตะต้อง นั่นทำให้ RedLife กลายเป็นตัวแทนของความเหลื่อมล้ำ ความโสมม ความโลกไม่สวยของชีวิต ที่เต๋อ ส้ม และคนอื่นๆ ในเรื่องต้องเผชิญ การตื่นขึ้นมาในแต่ละวันได้ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีแล้ว หนำซ้ำการดำเนินเรื่องในรูปแบบของ “หนังรางวัล” กับการเล่าเรื่อง ภาษาภาพ และมุมกล้อง ก็ยิ่งขับเน้นความจริงแท้ ความดิบของสันดานมนุษย์ในพื้นที่ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม และการลำดับเรื่องที่ดูง่าย ไม่ต้องซับซ้อน เล่นท่ายาก หรือปล่อยสัญลักษณ์ให้ตีความกันจนหัวหมุน ก็ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถสื่อสารกับผู้ชมได้อย่างตรงไปตรงมา

รีวิว RedLife

 

ทุกอย่างเหมือนจะดูสมบูรณ์แบบ จนชวนให้นึกถึงงานของผู้กำกับรางวัลออสการ์อย่างบงจุนโฮ จนกระทั่งเราเริ่มตระหนักกับและเริ่มถามกับตัวเองว่า แล้วตกลง RedLife มันวิพากษ์สังคมว่าอย่างไร? ภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งคำถามกับความเป็นสลัมแนวตั้งนี้ว่าอย่างไร? การทำงานเป็นโสเภณีที่ผิดกฏหมายแต่ก็พบเห็นได้? คำตอบที่ชวนให้ตะลึง คือ ไม่มี ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ชวนให้เราตระหนักถึงประเด็นทางสังคมแต่อย่างใด แล้ว RedLife เป็นเรื่องราวของอะไรกันแน่ “ความรักเป็นสิ่งสวยงาม แต่ไม่ใช่สำหรับทุกคน” ข้อความบนโปสเตอร์ที่บอกกับเราชัดเจนว่า RedLife มันคือ “หนังรัก” ที่ตั้งอยู่บนสภาพสังคมอันเสื่อมทราม เพื่อตอบคำถามว่า สิ่งที่พื้นฐานที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์อย่าง “ความรัก” นั้น พวกเขา(ตัวละครในเรื่อง)มีสิทธิ์ที่จะครอบครองมันหรือไม่ หากมองมุมนี้ RedLife จะเปลี่ยนสภาพจากหนังสะท้อนสังคม เป็นหนังรักวัยรุ่นที่มีฉากหลังที่ดูแปลกตาไปเท่านั้นเอง เมื่อใช้ความรักเป็นตัวนำทาง ผู้กำกับเอกลักญ กรรณศรณ์ จึงสร้างโลกที่ดูหม่นหมอง (โดยอิงจากสภาพจริง) ดูไร้ชีวิตชีวา และด้อยค่าความเป็นมนุษย์ มาประกอบสร้างอารมณ์ของความเหงา ความผิดหวัง ของตัวละคร ที่มองไปก็คล้ายกับงานของผู้กำกับชั้นครูอีกท่านอย่าง หว่อง กาไว (Wong Kar-wai) ที่ขับเน้นพลังด้านความรู้สึกมากกว่าจะเล่าเรื่องราวของตัวละคร ทั้งเต๋อและส้มจึงเป็นเหมือนหนูทดลองให้ผู้กำกับปาอุปสรรคต่างๆ เข้ามาอัดจนบอบช้ำ และดูว่าพวกเขาจะเอาตัวรอดอย่างไร จุดที่น่าสังเกตอีกอย่าง คือ ทั้งเต๋อและส้ม ไม่ใช่ตัวละครที่ตกที่นั่งลำบาก ในชนิดที่ว่าต้องอดมื้อกินมื้อ หรือนอนข้างถนนเป็นคนไร้บ้านแต่อย่างใด ในรายของเต๋อก็มีแฟนที่เป็นโสเภณีชื่อว่า มายด์ (จ๋อมแจ๋ม-กานต์พิชชา พงษ์พานิชย์) ซึ่งเป็นที่พึ่งทางใจของเขาได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ส้มแม้ว่าแม่ของเธอจะประกอบอาชีพที่ดูน่ารังเกียจในสายตาเธอ แต่ก็สามารถส่งเธอไปเรียนในโรงเรียนที่ดีได้ มีข้าวปลาอาหารให้กินในแต่ละวัน ถ้าจะบอกว่าสภาพสังคมทำให้ทั้งคู่เหมือนจมดิ่งอยู่ในหุบเหวลึกไร้แสงสว่างก็ดูจะเป็นคำพูดที่เกินไปหน่อย ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับทั้งคู่จึงไม่ใช่สิ่งอื่นใด นอกจากความขัดแย้งภายในจิตใจ (ในตนเอง) มากกว่าสังคมภายนอก นั่นทำให้เราไม่สามารถมอง RedLife เป็นหนังสะท้อนสังคมได้อีกต่อไป และผู้กำกับเอกลักญ ก็ดูจะใจร้ายกับตัวละครของเขาเหลือเกิน เพราะทั้งเต๋อและส้มมีศักยภาพเหลือเฟือที่จะดีดตัวเองออกไปให้พ้นสภาพที่น่าสังเวชนี้ (หรือไม่ก็ปรับตัวอยู่ให้ได้แบบผู้ชนะ) แต่ผู้กำกับไม่ได้ทำให้พวกเขาได้มีทางเลือกแบบนั้น และออกคำสั่ง(กำกับ)ให้พวกเขาแพ้ภัยตัวเอง จนไม่สามารถมองเห็นทางที่สว่างได้อีกต่อไป
รีวิว RedLife
ในส่วนของการแสดงทุกคนทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม แบงค์-ธิติ มหาโยธารักษ์ ในบทเต๋อที่ยอมลดน้ำหนักมากว่า 10 กิโลเพื่อรับบทนี้ เขาเป็นตัวละครที่ทำให้เราสังเวชกับการตัดสินใจของเขาอย่างแท้จริง ซิดนีย์-สุพิชชา สังขจินดา ในบทส้ม ซึ่งอาจจะไม่โดดเด่นเท่าเต๋อ แต่ก็เป็นเหมือนดอกไม้ท่ามกลางทะเลทราย เป็นตัวละครที่เราเอาใจช่วยให้เธอมีชีวิตที่ดีขึ้นตรงข้ามกับเต๋อ ซึ่งทั้งคู่สามารถดึงให้ผู้ชมจดจ่อกับพวกเขาไปได้จนจบเรื่อง ทางด้านตัวละครสมทบ จ๋อมแจ๋ม-กานต์พิชชา พงษ์พานิชย์ แทบจะทำให้เราเชื่อได้เลยว่านี่คือเด็กสาวที่ต้องปากกัดตีนถีบทำทุกอย่างเพื่อให้เลี้ยงตัวเอง ฝ้าย-สุมิตตา ดวงแก้ว จาก BNK48 แม้ว่าจะมีบทไม่มาก แต่ก็สร้างความจดจำได้ดี ส่วนรุ่นใหญ่ทั้งสองอย่าง ปู-กรองทอง รัชตะวรรณ และ นาย-มานพ มีจำรัส ก็มอบการแสดงที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะกับ “ลุงกั๊ก” (คนหลัง)ที่มีบทบาทน้อยนิดแต่เป็นบทบาทที่ทรงพลังและมีความหมายต่อส้มมากกว่าที่คิด ส่วนตัวตึงอย่าง บิ๊ก-ดี เจอราร์ด ก็ยังสร้างภาพจำและโดดเด่นไม่ต่างจากใน 4Kings สรุป RedLife เป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับความรักที่มาพร้อมกับพื้นหลังสีเทาจนเกือบดำสนิท ตัวละครในวัยว้าวุ่นกับความสับสนภายในใจก็ช่างเป็นหนูทดลองชั้นดีให้คอยถูกกลั่นแกล้งจนหมดหนทาง จนเรารู้สึกสมเพชเวทนาพวกเขาไปด้วย การเล่าเรื่องตามสไตล์ของภาพยนตร์รางวัลทำให้ประเด็นที่เล่าดูจริงจังเสริมไปกับชีวิตความเป็นอยู่ของเหล่าคนชายขอบแต่ก็ไม่ได้ออกมาเข้าใจยากแต่อย่างใด

ตัวอย่างหนัง redlife
 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *